YuIkO's profile@" "@...yuiko...("o")PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
February 05 มันเป็นวิถีของธรรมชาติ เราควรเข้าใจในความเป็นไป...เริ่มต้นปี 2552 นี้ ฉันก็ต้องเจอกับเรื่องเศร้า วันที่ 3 ม.ค. หลังจากที่กลับมาจากบ้านคุณยายตอนห้าโมงเย็น สักประมาณห้าทุ่มกว่าๆ เห็นจะได้ เสียงโทรศัพท์เครื่องที่บ้านฉันดังขึ้น ฉันวางมือจากการช่วยแม่เตรียมเครื่องจะทำน้ำพริกเผาลุกขึ้นไปรับโทรศัพท์
"ยุ้ย คุณยายแย่แล้ว ล้มนิ่งไปเลย" ปลายเสียงนั้นสั่นเครือ "ป้าดำ" นั่นเองเป็นเจ้าของเสียงนั้น
"ใจเย็นๆ ค่ะป้าดำ" ฉันได้แต่พูดออกไปอย่างนั้น
"คุณยายนิ่งไปแล้ว คุณยายนิ่งไปแล้ว" ป้าดำพูดย้ำอยู่อย่างนั้น
"เดี๋ยวยุ้ยโทรบอกให้พี่ตั้มรีบไปดูนะคะ" ฉันนึกถึงพี่ตั้มได้คนเดียว เพราะน่าจะใกล้บ้านคุณยายที่สุด
พอวางสายจากป้าดำ ฉันรีบโทรไปหาพี่ตั้มให้ช่วยไปดูที่บ้านคุณยาย แล้วก็โทรหาแชมป์ให้รีบตามไปสมทบ จากนั้นฉันก็รอให้พี่เอมารับฉันกับแม่ตามไปอีกทีหนึ่ง ระหว่างนั่งรถไปฉันภาวนาตลอดเวลาว่าคุณยายต้องไม่เป็นอะไร ก็แค่หกล้มเฉยๆ เดี๋ยวพาไปโรงพยาบาลก็ไม่มีอะไรแล้ว เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้นเกือบตลอดทางที่ไป เดี๋ยวแชมป์โทรมาบ้าง เดี๋ยวพี่ตั้มโทรมาบ้าง ระยะทางบ้านฉันไปบ้านคุณยายในตอนนั้นมันช่างยาวไกลซะเหลือเกิน ทั้งๆที่ปกติมันดูใกล้นิดเดียวเท่านั้น
พอไปถึงฉันรีบลงจากรถตรงไปที่ท่าน้ำ สิ่งที่ฉันเจอคือบุรุษพยาบาลพาคุณยายเข็นเตียงมาแล้ว ฉันสวนกับท่านตรงมุมทางเดินพอดี ฉันเอามือไปจับแขนคุณยาย แขนนั้นเย็นเฉียบ ใจฉันหล่นวูบลงไปทันที แต่ก็บอกตัวเองว่าคุณยายต้องไม่เป็นอะไร จากนั้นความโกลาหลก็เกิดขึ้น พวกเราต้องแบ่งกันทำหน้าที่ต่างๆ แชมป์อยู่เป็นเพื่อนน้าอู้ดที่บ้านคุณยาย แม่กับพวกป้าตุ่มพาป้าดำตามรถพยาบาลไป ฉันกับพี่ตั้มอยู่จัดการเรื่องแชมป์เสร็จก็รีบขับรถตามไปโรงพยาบาล
ระหว่างที่ฉันกับพี่ตั้มกำลังไปโรงพยาบาลทั้งแม่และพี่เอก็ผลัดกันโทรหาฉันตลอด ใจฉันเริ่มเสียแล้ว ความรู้สึกมันบอกว่าต้องมีอะไรแน่ๆ เสียงโทรศัพท์จากแม่ดังขึ้นอีกตอนที่ฉันใกล้ถึงโรงพยาบาลแล้ว
"ยุ้ย อยู่ตรงไหนแล้ว ใกล้ถึงหรือยัง" เสียงแม่ถามในโทรศัพท์
"ใกล้แล้วแม่ อีกนิดเดียว มีอะไรหรือเปล่า" ฉันตอบแม่ไป
"ไม่มีอะไร รีบมาแล้วกันลูก ขับรถดีๆ" แม่ตอบมาแต่เสียงสั่นปนสะอื้น
ฉันรับรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นที่โรงพยาบาล พอฉันไปถึง แม่เตรียมตัวจะไปเก็บของที่บ้านคุณยาย ทุกคนบอกฉันให้เข้าไปดูคุณยายในห้อง ฉันเดินเข้าไปเห็นคุณยายนอนนิ่งบนเตียง มีเครื่องช่วยหายใจอยู่ที่ปาก ฉันจับที่แขนคุณยาย น้ำตาฉันร่วงลงมาทันที "คุณยายจากไปแล้ว" ฉันบอกตัวเอง ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ ตอนห้าโมงเย็นคุณยายยังออกมาส่งพวกฉันกลับบ้านอยู่เลย บุรุษพยาบาลเดินเข้ามา ฉันเลยถามคำถามมากมายกับเค้า คำถามที่ฉันอยากจะรู้ว่าคุณยายจากไปเพราะอะไร
ตั้งแต่ที่วันที่คุณยายจากไป ฉันนึกเสียดายตลอดเวลาว่าทำไมมันเร็วขนาดนี้ ฉันตั้งใจว่าปีหน้าฉันจะคว้าปริญญาโทมาให้ได้ จะชวนคุณยายมาถ่ายรูปกับฉันอีก เหมือนเมื่อคราวที่ฉันรับปริญญาตรี ฉันกะไว้ว่าจะหาเงินก้อนใหญ่ๆ สักก้อนเอาไปซ่อมบ้านแม่ริมน้ำหลังที่ฉันผูกพันธ์มาตั้งแต่เด็ก ให้คุณยายกับป้าดำได้อยู่อย่างสบายๆ บ้านหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของฉัน เหมือนกับคุณยายที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของฉัน
ฉันจำได้ดีภาพตอนที่ฉันยังเด็กๆ ทุกๆปิดเทอมฉันจะไปอยู่กับคุณยาย ตอนกลางวันเราอยู่กันแค่ 2 คน คุณยายพาฉันพายเรือไปโน่นไปนี่บ้าง หรือบ้างวันเราก็ทำขนมกัน เวลาฉันอยากเล่นขายของ คุณยายก็จะเก็บผักตบมาให้ฉันหั่นเล่น ทำเป็นกับข้าวในการเล่นขายของๆฉัน พอตกเย็นคุณยายก็จะทำกับข้าว แล้วก็คลุกข้าวใส่ชามให้ฉัน 1 ชาม แล้วก็ของตัวท่านเอง 1 ชาม เรากินข้าวกันพร้อมกับดูละครจีนกำลังภายในที่โทรทัศน์เอามาฉาย พอละครจบคุณยายก็จะอาบน้ำให้ฉัน ลงขมิ้นทาผิวให้ซะตัวเป็นสีเหลือง พอถึงเวลานอนเราก็นอนกางมุมกันกลางบ้าน 2 คน มันเป็นภาพที่อยู่ในความทรงจำของฉันมาตลอด
ตอนนี้คงไม่มีอีกแล้ว ไม่มีคุณยายของฉันอีกแล้ว ถึงจะเสียใจแค่ไหน แต่ฉันก็เข้าใจ เพราะมันเป็นวิถีของธรรมชาติ ฉันคงทำได้แค่ทำบุญให้คุณยาย ระลึกถึงท่าน อธิฐานบอกท่านของให้ท่านหลับให้สบาย แล้วสักวันฉันก็จะตามไปพบกับท่านอีกครั้งเมื่อมันถึงเวลาของฉัน
"รักคุณยายเสมอนะคะ หลับให้สบายเถอะค่ะ"
October 08 คุณเคยน้อยใจมั้ยคุณเคยน้อยใจมั้ย? ตอนนี้ฉันกำลังเป็น...
ที่จริงไอ้อาการน้อยใจเนี้ยฉันเป็นอยู่บ่อยๆ จนแทบจะเป็นเรื่องปกติของชีวิตฉันไปแล้ว
แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ มันเกินกว่าปกติ มันทำให้จิตตก คิดมาก ฟุ้งซ่าน พาลอยากฆ่าตัวตาย
หลายเรื่อง หลายสิ่ง ในชีวิตของฉันตอนนี้ มันทำให้ฉันเกิดอาการน้อยใจ สับสน เบื่อหน่าย
อยากหนีไปไกลๆ ไม่อยากเจอคนรู้จัก อยากอยู่เงียบๆ นอนนิ่งๆ ปล่อยใจ ปล่อยสมอง
ไม่อยากคิดอะไร ไม่อยากคิดถึงใคร ไม่อยากรู้อนาคต ไม่อยากย้อนถึงอดีต
อยากเล่า อยากบอกใครสักคน แต่อีกใจก็ไม่กล้า เพราะไม้รู้ว่าจะเล่าไปเพื่ออะไร
ตอนนี้อยากแค่ " หลับไปโดยไม่ตื่นตลอดกาล"
August 04 ผ่านไปแล้วหนึ่งเดือนฉันเข้ามานั่งทำงานที่กระทรวงICT ได้เดือนหนึ่งแล้วค่ะท่านผู้ชม
ชีวิตการทำงานที่นี่ก็ค่อนข้างเรียบง่าย ตามสไตส์ข้าราชการไทย
ยังดีนะที่ฉันไม่ได้เป็นข้าราชการ หรือพนักงานราชการของที่นี่
ฉันเป็นพนักงานของบริษัทซูม ฯ แต่ต้องเข้ามานั่งประจำที่กระทรวงICT
ในแต่ละวันฉันก็จะนั่งหน้าโน้ตบุค เปิดดูข้อมูลต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต
ยังดีที่ทางเจ้านายของฉันให้ฉันช่วยเขียนสคริปสารคดีวิทยุ
มันเป็นงานที่ฉันถนัดมากกว่าการมานั่งรอรับคำสั่งจากข้าราชการงี่เง่าที่นี่
ข้าราชการที่ฉันเห็นว่าวันๆ ได้แต่นั่งนินทา แต่งตัว ออกคำสั่งกับคนอื่น
แต่ขอบอกเลยว่า " สมองพวกSHE กลวงสุดๆ แถมโง่แต่อวดฉลาด "
ฉันไม่ได้บอกว่าฉันเก่งขั้นเทพ แต่ฉันว่าฉันทำงานได้ดีกว่าพวก SHE แน่ๆ
และที่สำคัญพวก SHE ก็ไม่ค่อยกล้าวุ่นวายกับฉันเท่าไร ซึ่งมันก็ดี
ต่างคนต่างอยู่ รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองไป อย่ามายุ่งวุ่นวายกันมาก
มันน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด และมีความสุขที่สุดแล้ว ณ ตอนนี้
May 30 บ้านไม้ริมคลองบางกอกน้อยบ้านไม้ริมคลองบางกอกน้อย ที่ฉันเอยถึงนี้ไม่ใช่ที่ไหนหรอก
ที่นี่คือ "บ้านคุณยาย" ของฉันเอง
ที่จริงฉันคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี เพราะฉันอยู่ที่นี่เป็นบ้านหลังที่สองตอนเด็กๆ
ทุกๆปิดเทอมฉันจะต้องมาอยู่ที่นี่ กับคุณยายเสมอ
จำได้ว่าเราอยู่กัน2คนยายหลานในตอนกลางวัน เพราะป้าไปทำงาน
และทุกๆวันฉันก็จะได้กินข้าวคลุกฝีมือคุณยายทุกเย็น พร้อมกับนั่งดูหนังจีนกำลังภายในไปด้วย
กับข้าวที่คุณยายทำจะถูกคลุกรวมกันกับข้าวสวย เยาะน้ำปลาให้ฉันกิน
ปลาทูบ้าง แกงจืดบ้าง หมูทอดบ้าง แล้วแต่ว่าวันนั้นคุณยายจะทำอะไร
พอตกค่ำเรา2คน ยายหลานก็จะกางมุงนอนกันกลางบ้าน
เวลาคุณยายอาบน้ำให้ฉันทีไร ก็จะเอาขมิ้นที่เป็นผงๆทาให้ฉันเสมอ ฉันจะตัวเหลืองๆเป็นประจำ
แล้วเมื่อไม่นานมานี้ฉันก็ไปอยู่บ้านคุณยายมาอีก การไปคราวนี้ฉันตั้งใจที่จะไปอยู่
เพื่อหาความสงบให้กับชีวิต บ้านริมน้ำที่ไม่สามารถเดินทางได้ง่ายๆ นอกจากทางเรือ
อากาศเย็นๆกับพื้นน้ำที่พลิ้วไหวเวลามีคลื่นจากเรือที่แล่นผ่าน
ฉันไปคราวนี้หมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งมองน้ำ มองฟ้า หาความสงบเงียบ
แม้มันจะไม่เหมือนตอนเด็กๆแต่ความรู้สึกที่ได้กลับมาก็ทำให้จิตใจดีขึ้น
ฉันคงอยู่กับความวุ่นวายในเมืองหลวงมากเกินไป พอได้เจอกับความสงบบ้าง ใจเลยดีขึ้น
ไปคราวนี้เอากล้องติดไปถ่ายรูปด้วย ไม่ได้เจาะจงว่าจะถ่ายอะไร
อยากถ่ายตอนไหนก็ถ่าย อยากถ่ายอะไรก็ถ่าย
ถึงจะออกมาไม่สวยแต่ฉันก็พอใจ ถ่ายไปเรื่อยๆ ฟิล์มหมดก็ใช้มือถือถ่าย
คราวหน้าถ้าไปก็กะไว้ว่าจะถ่ายอีก ถ่ายไปจนกว่าจะเบื่อกันไปข้างหนึ่ง
ถ่ายจากมุมที่หน้าบ้านก่อนพายุฝนมา เรือธนาคารออมสินลำเดียวในประเทศ(ให้บริการมาตั้งแต่ฉันยังเด็ก)
เรือขนทราย ป้าดำกับซูชิ ขนมไทยแสนอร่อย ตุ๊กตาเด็กหลับในบ้าน May 10 ลาก่อนน้องชีโร่"ชีโร่" หมาพันธุ์ทางสีขาวนวล แสนรู้ของบ้านฉัน
ครอบครัวของเราได้เจอกับ"ชีโร่"ครั้งแรกเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว
ตอนนั้น"ชีโร่"ยังเป็นแค่ลูกหมาตัวเล็กๆ ที่เพื่อนข้างบ้านของน้องชายฉันเอามาจากแถวโรงเรียน
เพื่อนของน้องชายฉันคนนั้นตั้งใจจะเอา"ชีโร่"มาเลี้ยงที่บ้าน แต่แล้วแม่เลี้ยงของเค้าก็ไม่ให้เลี้ยง
ด้วยความที่"ชีโร่"เป็นลูกหมาที่หน้าตาน่ารัก ขี้อ้อน น้องชายฉันจึงอาสาเลี้ยง"ชีโร่"เอาไว้เอง
เพราะที่บ้านของฉันก็เลี้ยงหมาอยู่แล้ว และแต่ละตัวที่เลี้ยงมาก็เป็นหมาพันธุ์ทาง ที่เข้ามาอยู่เองทั้งนั้น
"ชีโร่"มาอยู่กับเราแรกๆ ก็โดนหมาตัวใหญ่ที่อยู่มาก่อนข่มเอา แต่"ชีโร่"ก็ฉลาดใช้วิธีการอ้อน
เข้าไปเล่นกับเจ้าตัวใหญ่เหล่านั้น จนในที่สุดก็สามารถอยู่ร่วมกับตัวอื่นๆได้อย่างดี
ตอนนั้นฉันยังเรียนอยู่ในชั้นม.ปลาย เพื่อนๆมาทำกิจกรรมที่บ้านก็จะรัก"ชีโร่"กันทุกคน
"ชีโร่"ชอบคาบไม้มาให้เราขว้างออกไป แล้วก็จะรีบวิ่งไปคาบกลับมา เล่นแบบนี้วันละหลายๆรอบ
พอ"ชีโร่"เริ่มเป็นหนุ่ม ก็เป็นหมาที่ฉันกับน้องชายชอบเรียกว่า"หมานักรบ"
เพราะ"ชีโร่"ชอบออกไปกัดกับหมาหนุ่มๆตัวอื่นๆอยู่เรื่อย พอเป็นแผลเจ็บเข้าก็กลับบ้าน พอหายเจ็บก็เอาใหม่
เป็นอย่างนี้จนเป็นเรื่องปกติของ"ชีโร่" แผลที่หนักที่สุดคงเป็นที่หู เพราะโดนกัดจนแหว่งไปข้างหนึ่ง
และเมื่อปีที่แล้ว"ชีโร่"ก็เริ่มอ่อนแอลงมากๆ เป็นทั้งโรคไต แถมต้องตัดอัณฑะเป็นแผลเกือบเน่า เพราะโดนกัดมา ถึงอย่างนั้น"ชีโร่"ก็ยังซ่าเหมือนเดิม บ้านช่องไม่ค่อยอยู่นอกจากเวลาเจ็บตัวกลับมา แต่ก็ดูรู้ว่าแก่ลงมากๆ จนมาไม่นานนี้"ชีโร่"ก็ไม่สบายอีก อาจด้วยความชรา และอายุขัยของหมาก็ประมาณ 10 กว่าปี 3-4วันที่ผ่านมานี้"ชีโร่"ไม่กินอะไรแล้ว เอาแต่นอนอย่างเดียว ไม่ออกไปไหน เมื่อเช้าก่อนออกจากบ้านฉันยังเห็น"ชีโร่"นอนอยู่เลย แต่พอตอนเย็นกลับมาก็ไม่เจอ"ชีโร่"แล้ว พ่อบอกว่า"ชีโร่"จากไปแล้วอย่างสงบ หลับนิ่ง ตัวแข็งไปเฉยๆ ใจหนึ่งก็รู้ใจหายที่"ชีโร่"จากไป แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่าดีแล้ว ถึงเวลาของ"ชีโร่"แล้ว จะได้ไม่ต้องทรมานอีก "ไปเถอะนะชีโร่ หลับให้สบาย ขอบใจมากที่อยู่เป็นเพื่อนกันมาตั้ง 10 กว่าปี" April 24 การรวมตัวของเพื่อนเก่า...เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 19 เมษา ที่ผ่านมา ฉันไปเจอกับเพื่อนเก่า...
เพื่อนกลุ่มนี้เป็นเพื่อนตั้งแต่เรียนป.ตรี ที่เกริก
ที่จริงตอนเรียนเราอยู่กันคนละกลุ่มมาก่อน แต่ตอนหลังเราก็รวมตัวกัน
จำไม่ได้เหมือนกันนะว่าพวกเรามารวมเป็นกลุ่มเดียวกันได้ยังไง
รู้แต่ว่าเพื่อนกลุ่มนี้อยู่ด้วยทีไรมีแต่เสียงหัวเราะ ทำฉันปวดแก้มทุกที
ถึงคราวนี้เราจะเหลือกันแค่5คน แต่เราก็ยังหัวเราะกันเหมือนเดิม
ถึงแม้เสียงหัวเราะมันอาจจะไม่ดังเหมือนเก่า
แต่เรื่องราวที่เราคุยกันก็ทำให้เรานึกถึงวันเวลาที่ผ่านมา
วันที่เรานั่งเรียนด้วยกัน ทำกิจกรรมร่วมกันในมหา'ลัย
ขอบคุณนะ ปู ติ่ง เป็ป เอ้ ที่ทำให้ยุ้ยมีความสุขอีกครั้งกับเรื่องเก่าๆ
อยากบอกพวกนายว่า "เพื่อนกูรักมึงว่ะ" และจะรักตลอดไปด้วย
(ต้า กิ่งอ้อ บอย ต้น เอก ตี๋ ฉันก็รักพวกแกนะ) April 14 ปิดเทอมแล้วค่ะคุณณณณณณภาระกิจการเรียนปริญญาโทของอีฉันเสร็จสิ้นไป 1 ปีแล้วค่ะคุณผู้ชม
แต่ยังมีรายงานเล่มใหญ่เหลืออีกเล่มหนึ่ง (รายงานกฎหมาย)
อันนี้ล่ะ อีฉันยังปวดกะโหลกอยู่แทบบ้า เหนื่อยมากค่ะคุณ
อีฉันตั้งอก ตั้งใจเอาไว้ว่าระหว่างที่ปิดเทอมเนี้ย
อีฉันจะออกล่าข้อมูลสำหรับการทำวิทยานิพนธ์ ตุ้นเอาไว้ให้ได้มากๆ
เพราะตอนนี้เวลาว่างเยอะมากมาย (แต่เงินไม่มีจะแ_ก)
เฮ้ยชีวิต จะขึ้นจะลงอีกนานแค่ไหนหว่า เมื่อไรจะนิ่งซะที
พอมีเวลาก็ไม่มีเงิน พอมีเงินก็ไม่มีเวลา
อยากไปทะเล อยากไปนั่งรับลมเย็นๆ เห็นทะเลสวยๆ (แถมกลิ่นเค็มๆ)
ใครว่างๆ ช่วยสงเคราะห์พาอีฉันไปเที่ยวทะเลบ้างนะคะคุณณณณณณ February 26 กลับมาสะพายกล้อง ออกตระลอนอีกครั้ง...วันอาทิตย์ที่ผ่านมา(24-02-2008) ฉันมีโอกาสได้สะพายกล้อง ออกตระลอนถ่ายรูปอีกครั้งหนึ่ง
จุดหมายหลักคราวนี้อยู่ที่ "เมืองโบราณ" สมุทรปราการ
ทริปครั้งนี้ของฉันมีผู้ติดตามไปด้วยอีก 3 คน คือ พี่ตั้ม แม่ และเจ้าแชมป์ เราออกเดินทางกันตั้งแต่ 9 โมงเช้า
ที่จริงสถานที่ๆ จะไปมันก็ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ น่าจะใช้เวลาแค่ 30 นาทีก็ถึงแล้ว
ระหว่างขับรถไปเราก็เติมพลังด้วยข้าวเหนียว+หมูทอด+ไก่ทอด+กาแฟเย็นกันไป (เจ้าแชมป์เป็นคนขับเลยกินได้น้อยเลย)
วันอาทิตย์เช้าๆ รถไม่ค่อยติด และเส้นทางที่ฉันไปก็วิ่งออกนอกเมืองด้วย ไปถึงยังไม่ 10 โมงเลย
"เมืองโบราณ" (Ancient City) ตั้งอยู่บนถนนสุขุทวิท(สายเก่า) ประมาณกิโลเมตรที่ 33 มีพื่นที่ประมาณ 800 ไร่
รูปร่างคล้ายแผนที่ประเทศไทย เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2506 จำนวนโบราณสถานที่อยู่ภายใน 116 แห่ง(และสร้างเพิ่มเรื่อยๆ)
ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ คนละ 100 บาท นำรถเข้าไปคันละ 100 บาท มีจักรยานกับรถกอลฟ์ให้เช่า
พอไปถึงจ่ายค่าบัตรผ่านประตูพวกเราก็มุ่งหน้าเข้าไปเลย สถานที่แรกที่แวะ คือ "ตลาดบก" เป็นตึกแบบโบราณ
มีร้านขายของต่างๆ ข้างในเราก็สามารถซื้อของในนั้นได้ด้วย แล้วเราก็ไล่ตามแผนที่ไปเรื่อยๆ สิ่งไหนน่าสนใจก็แวะลงไปถ่ายรูป
แต่น่าเสียดายที่วันนั้นถึงแดดจะดี แต่ฟ้าก็ปิดไปหน่อย เฆมเยอะ ท้องฟ้าเลยไม่เป็นสีฟ้าเลย (แต่ก็ทำให้ฉันตัวดำได้อ่ะ)
ตระลอนถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เกือบบ่าย 2 เลยหยุดแวะพักเติมพลังอีกรอบด้วยส้มตำทอด ไก่ย่าง คอหมูย่าง ตบท้ายด้วยหวานเย็น
ในร้านค้าที่ขายอยู่ในนั้น แล้วก็ถ่ายรูปกันอีกจนถึง 4 โมงเย็น เราก็กลับออกมา แล้วขับรถต่อไปอีกหน่อยเดียวก็ถึง "บางปู"
"สถานตากอากาศบางปู" เป็นสถานที่พักผ่อนริมป่าชายเลนที่มีชื่อเสียงแห่งแรกๆ ของประเทศไทย
แม่เล่าว่าเมื่อก่อนเป็นสถานที่ใช้ในการจัดเต้นลีลาศ เป็นเขตของทหาร
สัญลักษณ์ของที่นี้ก็คือ สะพานที่ทอดยาวออกไป และฝูงนกนางนวลนับหมื่นที่บินรออาหารอยู่แถวนั้น
เราใช้เวลาอยู่ที่บางปูนี้ไม่นาน เพราะวันนั้นคนเยอะมาก รถจอดกันแทบไม่ได้
แต่เป็นที่น่าเสียดายเพราะบางปูเดี๋ยวนี้ไม่สวยเหมือนเมื่อก่อน ฉันจำได้ตอนเด็กๆ พ่อแม่ชอบพาไปกินข้าวที่นี้
จำได้ว่าสงบ สวย เป็นส่วนตัวมากๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีภาพแบบนั้นอีกแล้ว มีแต่ความวุ่นวาย ขยะก็เยอะแยะไปหมด น่าเสียดายมาก
เราจบทริปนี้ด้วยความผิดหวังเล็กน้อยกับบางปู เลยกลับไปหาข้าวกินที่ซีคอนกันดีกว่า
******ทริปหน้าอยากไปหัวหินจัง******
January 19 วัดมังกรกมลาวาสไปเที่ยวมาอีกแล้ววันนี้ มุ่งหน้าสู่ "วัดมังกรกมลาวาส"
เช้าวันนี้เรามีเรียนตามปกติ ไปถึงมหา'ลัย ก็เก้าโมงครึ่งก่าๆ แว้ว (สายตามเคย) แค่วันนี้ไปก่อนอาจารย์มาถึง
ไปถึงเกิดอาการหิวมากๆ เนื่องจากคงเป็นเพราะตื่นเช้ามั้ง เลยชวนยุวดีลงมาหาอะไรกินข้างล่าง
ขึ้นไปอีกทีอาจารย์อยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว วันนี้เอาวีดีโอมาเก๊ามาเปิดให้ดูเรียกน้ำย่อย
แล้วก็คุยเรื่องการทำรายงานกลุ่มที่จะต้องส่ง พอ 11 โมงก็ปล่อยแล้ว
วันนี้ 3 สาว ตั้งใจไว้แล้วว่าเราจะไปซิ่งที่เยาวราชกัน (ซิ่งได้บ่งบอกอายุจริงๆ)
ตั้งใจกันว่าจะไปไหว้พระที่วัดมังกรกมลาวาส
พวกเรานั่งรถเมล์สาย 113 ไปลงที่หัวลำโพง แล้วต่อแท็กซี่ไปกันต่อ
แต่แท็กซี่ก็ดันไม่รู้ทางอีก เลยลงเดิน และก็ไปไหว้ศาลไต้ฮงกงกันก่อน
จากนั้นก็เดินถามทางไปเรื่อย เพื่อไปสู่วัดมังกรกมลาวาส
ไปถึงแทบเป็นลม ผู้คนเยอะแยะมากมาย แถมอากาศร้อนอีก กว่าจะได้ไหว้ก็แทบแย่
พอเข้าไปถึงเจอควันธูปเข้าไป แทบตายแสบตามากๆ งงไปเลย
คนเยอะจนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าต้องไหว้อะไรก่อนหลัง จะปัดธูปตรงไหนบ้าง
3 สาวตะเกียจตะกาย กระจายกันไหว้ พอใครไหว้เสร็จแล้วก็ออกมารอกันข้างนอก
จบจากที่ไหว้ คราวนี้ก็ต้องหาอะไรใส่ท้องกันหน่อย ตั้งใจอยากกินบะหมี่จับกัง แต่ดันหาไม่เจอ
เลยมาจบที่ร้านบะหมี่ข้างทาง 2 ร้าน แล้วก็ช็อปปิ้งกันเล็กน้อย ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
----- จบแค่นี้ล่ะ อยากเล่าเฉยๆ----- January 05 ผ่านปีใหม่มา5วันแล้ว เร็วจริงๆเข้าวันที่ 5 ของปีใหม่แล้วเหรอนี่ อะไรมันจะรวดเร็วปานนั้น
ฉันยังรู้สึกเหมือนเดิมๆ ยังไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่ในชีวิตสักเท่าไร
ยังคงเป็นฉันที่ใช้ชีวิตง่ายๆ ไม่วุ่นวาย แต่บ้างครั้งก็แอบสับสนกับตัวเอง
ความตั้งใจหลายอย่างถูกคิดไว้ในหัวว่าจะทำตอนปีใหม่
แต่นี่ 5 วันเข้าไปแล้ว ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย
ยังสนุกกับชีวิตเดิมๆ ไปเรื่อยๆ
ทำไมนะถึงเป็นคนแบบนี้ ชอบปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์จังเลย
แทนที่จะรีบทำอะไรหลายๆ อย่าง ต้องให้ไฟล้นก่อนถึงจะรู้สึก
เบื่อตัวเองเหมือนกันนะ ไม่รู้จักปรับปรุงในข้อนี้สักที แย่จริงๆ...เฮ้อ December 30 จากสำเพ็งสู่พารากอนเมื่อวาน(29-12-2007)การเดินทางของฉันเริ่มขึ้นอีกแล้ว...
จุดหมายแรกที่ไปคือสำเพ็ง นัดกับยุวดีไว้ตอนบ่ายที่อนุสาวรีย์ แต่ไปถึงบ่ายครึ่งเข้าไปแล้ว
รีบเติมพลังใส่ท้องแล้วก็มุ่งหน้าสู่สำเพ็งทันที ไปถึงก็บ่าย 3 เข้าไปแล้ว
ตั้งหน้าตั้งตาเดินๆๆๆ แล้วก็เดินๆๆๆ หาของขวัญกันจนพอใจ ก็ปาเข้าไป 6 โมงครึ่ง
จากนั้นก็เติมพลังอีกครั้งด้วยบะหมี่ที่เยาวราชและมุ่งหน้าสู่เมืองใหญ่นามว่า"สยาม"
ไปถึงก็เลี้ยวเข้าไป Central World กันก่อนเลย เข้าห้องน้ำ เติมความสวย
เพื่อตะลุยถ่ายรูปกัน ตั้งแต่ด้านใน กับบ้านขนมปัง ซานต้าไฟฟ้า มิกกี้เม้าส์
จนเลยออกมาข้างนอก ด้านลานน้ำพุ แล้วก็เดินๆๆๆ ไปถึงพารากอน
ถ่ายๆ รูปอยู่ได้ยินเสียงคนกรี๊ด ยุวดีวิ่งหน้าตั้งไปก่อนเลย ปรากฎว่าเป็นคอนเสริ์ตบิ๊กแอด
ยุวดียืนถ่ายวีดีโอ เราก็เลยยืนดูไปด้วยเลย พอเพลงโปรดจบ (พรหมลิขิต) เราก็ขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้านกัน
มันก็เป็นอีกวันที่ฉันชอบ ประทับใจ ได้เดินเล่น ดูผู้คน ดูโน่นนี่
ถ่ายรูปเป็นกระปุง ยืนร้องเพลงกับคนนับร้อย
แค่นี้ก็เป็นอีกวันที่ดีของฉัน (เหนื่อยก็ดี ร้อนก็ดี) แต่มันก็มีแต่สิ่งดี ดี...
December 28 ของขวัญปีใหม่ชิ้นแรกเหลืออีก2-3 วันก็จะขึ้นปีใหม่แล้ว ช่วงนี้ฉันเลยวุ่นๆ กับการหาของขวัญให้ญาติสนิทมิตรสหาย
ไหนจะสุขภาพตัวเองที่ไม่ค่อยดีอีก เครียดเรื่องนั้น เรื่องนี้ แต่ก็ยังยิ้มสู้ก้มหน้าใช้กรรมต่อไป
ยังนึกๆ อยู่ว่าปีใหม่ปีนี้จะสนุกมั้ยหว่า? จะทำอะไรดี? แต่ก็คงเหมือนเดิมสิงสถิตที่บ้านคุณยาย
ฉันไม่ได้ออกไปตระเวนราตรีแบบเต็มสูบมานานมากแล้ว สัก2-3ปีเห็นจะได้ อย่างมากก็แค่ไป
กินข้าว เดินเล่น หรือดูหนังบ้างนิดหน่อย ผับ บาร์ ไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้เข้าไปเรียกว่าเต้นไม่ถูกเลย
ตั้งแต่เรียนป.โท ฉันก็แทบไม่มีเวลาไปซิ่งไหนแล้ว อยากนอนอยู่บ้านมากกว่า เหนื่อยกับชีวิต
นอกบ้าน อยากเปิดแอร์เย็นๆ นอนดูทีวี หรือไม่ก็ฟังเพลง อ่านหนังสือไปตามเรื่อง...
นี่ก็ตั้งใจว่าเริ่มปีใหม่จะวางแพลนตัวเองใหม่นิดหน่อย จะขยันเรียนมากขึ้น อ่านหนังสือเยอะขึ้น
เริ่มทำวิทยานิพนธ์อย่างจริงจัง จะไปฟิตเนสให้บ่อบขึ้น (เปลื้องตังค์ชิบเสียเงินแต่ไม่ไปเล่น)
จะดูร่างหน้าตา ผิวพรรณ แบบผู้หญิงคนอื่นๆ บ้าง (ผู้หญิงอะไรว่ะเรา โลชั่น คงครีมไม่ค่อยทาเลย)
จะหาแนวทางในการมีกิจการของตัวเองอีกครั้ง จะเก็บตังค์ไปเที่ยวบ่อยขึ้น
เพื่อเป็นการให้รางวัลกับตัวเองที่ใช้ชีวิตเฉียดเลข 3 เข้าไปทุกที
**ปล.วันนี้ฉันแอบดีใจ (เอ๊ะ!ทำไมต้องแอบหว่า?) ได้ของขวัญต้อนรับปีใหม่ชิ้นแรก เป็นเกรดสวยๆ
ถึง2ตัว ให้ชื่นใจ มีกำลังใจทุ่มเทต่อหน่อย ถึงแม้มันจะมีลบมาตัวหนึ่งแต่ก็ยัง A A ล่ะว่ะ....อิอิอิ
December 09 เปิดหู เปิดตา (Thai-Japan Festival 2007)หลังจากที่จำศีลอยู่เป็นเวลานาน เมื่อวาน (8/12/2007) ก็ได้เวลเปิดหู เปิดตาอีกแล้ว อิอิ
ที่จริงก็ไม่ได้ทำอะไรมากนักหรอก แค่กลับไปทำชีวิตแบบเดิม เดินเล่น ถ่ายรูปไปตามประสา
ใช้เวลาว่างๆ เติมประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับชีวิตซะบ้างก็เท่านั้น
เริ่มจากเช้าก็เข้าไปเรียนที่มหา'ลัยตามปกติ (เข้าสายตามปกติด้วย)
หลังจากเลิกเรียนตอนประมาณ 11 โมงก็ออกเดินทาง
โดยมุ่งตรงไปที่เดอะมอลล์บางกะปิก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อเจอกับคุณนายป่าน
ไปถึงคุณนายเธอยังแว็กซ์ขนไม่เสร็จเลย ยืนรอที่ป้ายรถเมล์แป็ปหนึ่ง
พอคุณนายมาก็เดินทางต่อด้วยรถเมล์ (สบายดี สะดวก ไม่เปลื้อง แถมหลับได้ยาว)
นั่งรถไป เม้าท์กันไป ฉันเกิดง่วงขึ้นมาซะงั้น เลยหลับ สักพักป่านบอกว่าเค้าให้ลงเพราะรถเสีย
โชคดีที่เสียตรงอนุสาวรีย์พอดี ฉันเลยลงไปต่อรถไฟฟ้าดีกว่า เพราะจุดหมายของเราก็คือสยาม
ถึงสยามประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ฉันกับคุณนายป่านเกิดอาการหิวเลยหาของกินเป็นอันดับแรก
แล้วก็ไปจบที่ร้านฟูจิ อย่างสบายพุงกันทั้งคู่ (แถมฉันสบายกระเป๋าเพราะคุณนายรูดการ์ด555)
หลังจากอิ่มแล้วก็ถึงเวลาช็อป (จริงๆ คุณนายเค้าตั้งใจไปซื้อของจับฉลากอยู่แล้ว)
ร้านที่ได้ของติดมือกับมาก็คือ loft ร้านโปรดของฉัน (น่าเสียดายตอนนี้กระเป๋าไม่หนักเลยไม่ได้อะไรเลย)
ได้ของแล้วเราก็เดินต่อไปที่มาบุญครองเพราะนัดคุณนายอ้อมไว้อีกคน จุดหมายหลักของเราอยู่ที่งาน
" Thai-Japan Festival 2007 " ที่สนามศุภฯ
ไปรออ้อมที่แมคฯ โตคิวสักพักคุณนายอ้อมก็มา แต่ไม่มีที่นั่งเลยย้ายไปที่แมคฯ ในMBKดีก่า
(ลืมบอกไปงานนี้อ้อมมีผู้ติดตามมาอีก 2 คน 1สาวเป็นสาวกเซกิเหมือนอ้อม อีก1สาวในร่างหนุ่มเป็นรุ่นน้องที่canon)
รวมตัวกันได้ก็หาอะไรใส่ท้องนิดหน่อยที่แมคฯ จากนั้นก็เดินไปที่สนามศุภฯ กันตอน 6 โมงเย็น
ไปถึงที่งานฉันรู้สึกขนลุกนิดหน่อยเพราะบรรยากาศแบบญี่ปุ่นได้ใจมากๆ (ทำเอาเลือดญี่ปุ่น 25 % ของฉันพุ่งพล่าน)
งานนี้เป็นการฉลองความสัมพันธ์ไทย-ญึ่ปุ่น 120 ปีด้วย ภายในงานมีการออกร้านที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น
มีการแสดงจากของไทย และญี่ปุ่น แต่ที่เป็นไฮไลท์คือ "การรำวงแบบญี่ปุ่น"
คุณนายอ้อมชอบอกชอบใจมาก เข้าไปรำร่วมกับเค้าถึง 2 รอบ แบบเนียนๆ
ส่วนฉันก็เดินเล่นไปตามเรื่อง ดูโน่น ดูนี่ ถ่ายรูปไปตามประสา (แต่รู้สึกได้เลยว่าฝีมือแย่ลงมากๆ)
กิจกรรมดำเนินไปเรื่อยๆ จนถึงสิ่งที่ฉันรอ นั่นก็คือ "การจุดพลุ" (ชอบอ่ะ เหมือนเด็กๆเลย)
เป็นสิ่งสุดท้ายของงานเลย สวยมากๆ น่าเสียดายที่เอาแต่กล้องดิจิตอลไป แถมแบตหมดอีกตะหาก
เลยได้รูปนิดเดียวเอง แต่ดูด้วยตาเปล่าก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว พลุอยู่บนหัวเราเลย เหมื่อยคอมากๆ
พลุหมดงานก็เลิก ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ฉันได้ความประทับใจกลับมาด้วย
มันเหมือนกลับฉันได้ทำอะไรแบบเดิมๆ ชอบไปตามที่มีคนเยอะๆ มีอะไรให้ดูมากมาย
ได้เก็บภาพต่างๆ กลับมา มันทำให้ชีวิตไม่จำเจ ได้รู้จักเรื่องราวอื่นๆ นอกจากตัวเอง
ถือได้ว่าเป็นความสุขเล็กๆ ของคนตัวใหญ่ๆ อย่างฉันเลยล่ะ...
November 30 เมื่อลมหนาวมาเยือนปีนี้ลมหนาวมาเร็วจัง ตั้งแต่กลางๆ พฤศจิกาเลย
แถมยังเย็นกว่าปีก่อนๆ น่าดู.....
ปกติฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้สึกว่าหน้าหนาวมันจะหนาวมากมายอะไร
แต่ปีนี้กลับไม่ใช่ มันหนาวกว่าที่คิด บรรยากาศมันแปลกไปไม่เหมือนก่อน
อากาศเย็นลงทุกวัน ทุกวัน และไม่มีทีท่าว่าจะร้อนขึ้นเลยในช่วงนี้
มันก็คงเหมือนกลับวันเวลา ที่เดินไปข้างหน้า ไม่มีถอยหลัง
จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี
มันไม่เคยหยุด หรือว่ารอใครๆ เลย.....
แล้วฉันตอนนี้ล่ะ ทำไมเหมือนมันหยุด เหมือนชีวิตไม่ก้าวเดิน
ทั้งๆ ที่ดำเนินไปตามเวลา มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมากมาย
เรียนก็หนัก งานก็หา แต่ทำไมมันเหมือนชีวิตอยู่กับที่
มีแต่สิ่งเดิมๆ น่าเบื่อ เหนื่อยหน่าย จนทำให้ท้อแท้
พยายามสู้มันเรื่อยมา และก็ยังสู้กับมันเรื่อยไป
ให้กำลังใจตัวเองให้เข้มแข็ง อดทน ต่อสู้ ฟันฝ่ากันต่อไป
เดี๋ยวไม่นานหน้าหนาวก็ผ่านไป อากาศกลับมาสดใส
และฉันก็คงจะหายเหนื่อย พบกับสิ่งดีๆ ที่วนเข้ามาบ้าง
มันก็เป็นไปตามครรลอง ที่เรียกว่า "ชีวิต"
November 18 7 Mo Modelling Event 17/11/2007 (MC5)ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการจัดนิทรรศการของวิชาอ.ชัยยงค์
แต่ละกลุ่มก็งัดไม้เด็ดออกมาสู้กันเต็มที่ แบบไม่มียอมน้อยหน้ากันเลย
7 MO Modelling ของกลุ่มฉันก็สู้ตายเหมือนกัน...
ถึงแม้ว่าบริษัทของเราจะมีลักษณะเป็นรูปธรรมยากกว่ากลุ่มอื่นสักหน่อย
เพราะกลุ่มเราไม่ได้มีตัวสินค้าที่ชัดเจนแบบกลุ่มอื่น แต่เราก็มีไม้เด็ด
และก็สามารถเรียกความสนใจจากผู้คนได้มากมายเหมือนกัน
งานนี้ต้องขอบคุณหลายฝ่ายที่ให้การสนับสนุน ร่วมมือกับเราเป็นอย่างดี
คนแรกที่ต้องขอบคุณที่ช่วยให้งานสำเร็จลุล่วงก็คือ กุ๊กไก่กับยุวดี เพื่อนรัก
ที่ช่วยกันทำงานนี้อย่างไม่ทอดทิ้งกัน
ต่อมาก็ต้องขอบคุณพี่ตั้มที่รักของหนูยุ้ย ที่ช่วยเหลือทุกอย่าง ตั้งแต่ตัดต่อ ขนของ ขับรถ คุมเครื่องเสียง
จนถึงถ่ายวีดีโอ ขอบคุณมากมายนะคะเปาๆ
(แถมอุตส่าห์หยุดงาน 1 วัน มาช่วยหนูยุ้ยแบบเต็มที่) รักพี่ตั้มค่ะ...
บุคคลต่อมาที่ต้องขอบคุณก็คือ น้องชายสุดเลิฟ เจ้าแชมป์ของเรา กับเครื่องเสียงเท่ๆ
อภินันทนาการจาก บ.ลักษ์ มิวสิค
และคุณแม่โจ๊ะของดิฉันกับเจ้าแชมป์ ที่ดูแลเรื่องอาหารการกินของเหล่า 7 MO ที่ไปทำงานที่บ้าน
ขอบคุณแม่มากๆค่ะ
รวมถึง น้องแบงค์ น้องชายที่น่ารัก มาเรียกเสียงกรี๊ดจากป้าๆ ได้อย่างมหาศาล
(ขอบใจมากน้องรัก ขอให้เส้นทางในวงการเจริญรุ่งเรือง พี่จะคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ)
งานนี้เห็นความตั้งใจของเพื่อนๆ MC 5 ทุกกลุ่ม ขอบอกว่าของทุกกลุ่มเยี่ยมมากๆ
และที่ขาดไม่ได้คือ อ.ชัยยงค์ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงการเรียน และการทำงาน
รวมถึงรู้จักนิสัยสันดานคนมากขึ้น
แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ถ้าไม่เชื่อตามไปดูได้ที่PHOTOกันเลย อัพรูปไว้ให้ชมกันแล้ว... November 02 สำเร็จไป 1 เทอมดีใจจังจบไปแล้ว 1 เทอม...
ใครว่าเรียนปริญญาโทง่าย ฉันขอเถียง มันต้องใช้ทั้งสมอง ปัญญา เวลา และความอดทนสุดๆ
มันไม่ใช่แค่ว่าจ่ายตังค์เรียนแล้วจะได้ปริญญาง่ายๆ เหมือนที่ใครบ้างคนคิด
แล้วไอ้ปากเสียๆ ที่เคยพูดว่าป.โทนั้น สำหรับคนมีตังค์เรียนเท่านั้น อย่าจะบอกจริงๆ ว่าถ้าแค่มีตังค์ ไอ้คนนั้นคงจบไปนานแล้ว
ขนาดเรียนมหา'ลัยเอกชนนะนั่นน่ะ
การเรียนของฉันใน 1 เทอมที่ผ่านมาเรียกได้ว่าหินพอดู ทั้งรายงาน การบ้าน เยอะซะจนบางทีเบลอไปเลย
จับต้นชนปลายไม่ถูก จะทำอันไหนก่อนดี นี่แค่เทอมแรกฉันยังเครียดซะไมเกรนขึ้น แล้วตอนทำวิทยานิพนธ์นี่ฉันคงตายแน่ๆ
แต่ก็ถือว่าฉันค่อนข้างโชคดี ที่ได้เพื่อนดีคอยช่วยเหลือ เพื่อนๆในห้องเรียนก็น่ารัก (ถึงแม้จะไม่ทุกคนก็ตาม)
อยากขอบคุณจริงๆ โดยเฉพาะ แม่ชี กับ อาราเร่ ที่ช่วยเหลือกันมาตลอด (ขอบคุณมากก๊าบ)
ตั้งใจไว้ว่าเทอมหน้าจะขยันกว่านี้ จะพยายามไปเรียนทุกชั่วโมง จะไม่โดดเรียนบ่อยๆ จะตั้งใจให้มากกว่านี้
จะแบ่งเวลาให้ดีกว่านี้ เพื่อจะได้รับปริญญาพร้อมกับเพื่อนๆ ในห้อง เป็นMC5 ที่มีคุณภาพต่อไป...
October 15 อยากรู้และก็อยากถามผู้หญิงคิดถึงเรื่องแต่งงานกันทุกคนหรือป่าวนะ...
ฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยคิดว่าชิวิตนี้คงไม่ได้แต่งงาน
ยิ่งผิดหวังกับความรักครั้งที่แล้ว มันยิ่งตอกย้ำความคิดของฉัน
และฉันก็เข้าใจดีว่าผู้หญิงแข็งๆ อย่างฉันคงไม่ได้แต่งงานอย่างคนอื่นเค้าหรอก
แต่ถ้าถามว่าจริงๆ แล้วฉันอยากแต่งงานมั้ย ตอบได้เลยว่าฉันเคยคิด
ฉันก็เคยฝันถึงครอบครัวเล็กๆ อบอุ่นๆ อย่างผู้หญิงคนอื่นๆ
อยากมีใครสักคนที่เข้ามาเติมเต็มชีวิต มาเดินเคียงข้าง มาเป็นคนที่รักฉัน และเป็นคนที่ฉันรัก
แต่ในขณะเดียวกันฉันก็เข้าใจตัวเองดี ว่าผู้หญิงอย่างฉัน คงยากที่จะมีใครอยากอยู่ด้วย
ผู้หญิงเอาแต่ใจ ใจร้อน ยอมใครไม่เป็น ปากไว พูดตรง ไม่กลัวหน้าอินทร์ หน้าพรหม
แล้วอย่างนี้ใครล่ะอยากจะแต่งงานด้วย
ฉันไม่เคยคิดถึงการแต่งงานมาสักพักหนึ่งแล้ว
แค่อยากใช้ชีวิตไปวันๆ อยากใช้ชีวิตแบบคนเมืองให้เต็มที่
เช้าไปทำงาน ตกค่ำปาร์ตี้ ว่างๆ เข้าฟิตเนส นั่งร้านกาแฟเวลาเหงาๆ
จนมาถึงวันหนึ่ง วันที่ฉันได้รับรู้ว่าคนใกล้ตัวฉันกำลังจะแต่งงาน
และที่สำคัญเค้าไม่อยากจะบอกฉันด้วยซ้ำ กับเหตุผลที่ว่ากลัวฉันเสียใจที่เค้าแต่งก่อนฉัน
วันนั้นล่ะ ฉันถึงได้รู้สึกว่าทำไมนะ ฉันถึงไม่ได้แต่งงานอย่างคนอื่นสักที
อาจเพราะฉันยังไม่พร้อมในเรื่องเงินทอง หรือเพราะฉันยังไม่อยากผูกมัดกับใครรึป่าว
แต่พอถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำตอบมันก็ก้องอยู่ในหัว
และตั้งแต่ตอนนั้นที่ฉันได้รู้ ถึงในตอนนี้ ทุกครั้งที่ฉันเห็นงานแต่งงาน
หรือได้รับรู้ว่าใครกำลังจะแต่งงาน ฉันกลับน้ำตาไหลทุกครั้ง
ฉันไม่รู้สาหตุด้วยซ้ำว่าเพราะอะไรฉันถึงน้ำตาไหล
รู้แค่ว่าใจมันหวิวๆ เหมือนใจหายบอกไม่ถูก
รู้แค่ว่าน้ำในตามันออกมาเอง แต่ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งๆ ที่มันไม่เกี่ยวกับฉันเลย
ฉันไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือเพราะฉันน้อยใจในโชคชะตา
หรือว่าอิจฉา ฉันก็ตอบไม่ได้ แต่ที่รู้อยู่แก่ใจก็คือ
คงไม่มีวันที่ผู้หญิงคนนี้จะได้เป็นเจ้าสาว หรือได้เป็นแม่คนแน่นอน
ฉันคงต้องพอใจกับชีวิตคนเมืองแบบของฉันอีกต่อไปนานแสนนาน
ฉันคงมีความสุขในแบบที่ฉันเป็น มีความสุขแบบเหงาๆ เหมือนอย่างที่ผ่านมา
แต่ฉันอยากถามคำเดียวว่า ผู้หญิงอย่างฉันทำไมถึงต้องเหงา
ทำไมถึงชอบนั่งเศร้า ในเวลาที่คนอื่นๆ เค้ามีความสุข
แปลกนะ ทำไมคนบนนั้นถึงสร้างให้แต่ละคนไม่เท่ากัน ถ้าเป็นฉัน ฉันจะให้ทุกคนเท่าๆ กัน
จะได้ไม่มีใครต้องเศร้า และไม่มีใครต้องเสียน้ำตา
October 02 เพื่อนเป็นพิษ
เพื่อนดีนั้นหายาก และหลายคนบอกว่าโชคดีมากถ้าคุณมีเพื่อนดี ๆ ถึงสามคน จงแยกให้ออกระหว่างเพื่อนกับคนรู้จัก เพื่อนคือคนที่รู้จักคุณดี ส่วนคนรู้จักก็แค่มาและจากไป และนั่นเป็นเหตุผลที่เราอดทนกับพฤติกรรมบางอย่างของเพื่อน เพราะเราไม่อยากสูญเสียเวลาอันมีค่าไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และเราหวังว่าสักวันเพื่อนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้น แต่ปัญหาก็คือการที่คุณไม่พูดหรือห้ามปรามกลับทำให้เพื่อนของคุณยังทำนิสัยเดิม ๆ แบบนั้นต่อไป เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราต่างต้องการปกป้องมิตรภาพและภักดีต่อมันแต่ถ้ามิตรภาพแทรกแซงวิธีการใช้ชีวิตของคุณ มันคงถึงคราวที่คุณต้องใช้สมองคิดแทนใจคุณ
ในแต่ละกลุ่มแต่ละคนต่างก็มีบทบาทในกลุ่มเพื่อน เช่น นายเชิญยิ้ม สาวสมองเพชร นางสาวเอ๋อ ฯลฯ บทบาทเหล่านี้ดูเหมือนจะมีประจำในทุกกลุ่ม แต่ถ้ามีใครคนหนึ่งในกลุ่มชอบทำให้กลุ่มแตกเป็นประจำมันคงทำให้กลุ่มเป็นกลุ่มอยู่ได้ไม่นานนักหรอก ประเภทของเพื่อนเป็นพิษ พวกหลอกใช้ คนๆ นี้แค่ทำตัวว่าเป็นเพื่อนเท่านั้น เขาคิดถึงแต่ประโยชน์ของตนเท่านั้น อาจเป็นเงินทอง รถยนต์ หรือเส้นสายที่คุณมีให้เขาได้ คนพวกนี้จะดีกับคุณเหลือเกินจนกระทั่งเขาได้ประโยชน์จากคุณเรียบร้อยแล้ว พวกสนใจแต่ตัวเอง สิ่งที่เพื่อนประเภทนี้ชอบที่สุดก็คือการพร่ำบ่นถึงปัญหาของตนเองและไม่เคยสนใจในสิ่งที่คุณพูดเลย และเมื่อไหร่ที่คุณพยายามหยุดเขาล่ะก้อ เขาก็จะเลิกสนใจคุณเช่นกัน เพื่อนกิน ผู้ที่ไม่เคยมีความละอายในการอาศัยความร่ำรวยของคุณ เขาจะกินของคุณใช้ของคุณ ยืมเงินคุณแต่ไม่เคยทำอะไรเพื่อตอบแทนความดีของคุณเลย พวกเงาตามตัว นิสัยของเพื่อนพวกนี้คืออยากอยู่กับคุณมากเกินไป ต้องโทรตามหาคุณตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน และถ้าคุณไม่รับโทรศัพท์หรือพยายามหลบหน้าเขาล่ะก้อ เพื่อนตัวแสบก็จะตามหาคุณไปทุกที่ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน และ ฯลฯ จนคุณอยู่ไม่สุข พวกเอาแน่เอานอนไม่ได้ เพื่อนจำพวกนี้เป็นพวกที่แย่ที่สุดในการอยู่ด้วย นอกจากนั้นยังเชื่อถือไม่ได้อีกด้วย สหายพวกนี้มักจะยกเลิกนัดในวินาทีสุดท้าย มาสาย ไม่เคยรักษาสัญญาใด ๆ ซึ่งเป็นใครคงเกิดอาการประสาทกินถ้าต้องรับมือกับพวกเขา สัญญาณบ่งบอกถึงเวลาตัดขาดกันเสียที 1. คุณหัวเสียตลอดเวลา 2. คุณใช้เวลาในการขบคิดถึงปัญหาระหว่างคุณกับเพื่อน 3. รู้สึกกังวลทุกครั้งที่โดนเพื่อนคนนี้ชวนไปไหนมาไหน 4. ปัญหาของเขาเริ่มกลายเป็นปัญหาของคุณ 5. แทนที่จะสนุกเมื่ออยู่ด้วยกันคุณกลับต้องคิดว่าทำอย่างไรถึงจะรักษามิตรภาพไว้ได้ 6. เขากีดกันคุณออกจากกลุ่ม จัดการอย่างไรดีเมื่อเพื่อนเป็นพิษ ตอนนี้คุณถึงจุดที่ไม่อาจนั่งเฉยอีกต่อไปแล้วไม่อย่างนั้นเพื่อนคุณคงได้กัดกินคุณทั้งทางกาย ทางใจ แต่คุณก็ยังไม่อยากจบมิตรภาพ(เพราะเขายังเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว) คุณควรจะแสดงสัญญาณบางอย่างแก่เขา โดยการให้โอกาส 3 ครั้ง และหวังว่าเขาจะเข้าใจตั้งแต่ขั้นแรก ขั้นที่ 1 - โต้กลับ อย่าทำตัวเป็นของตาย อ่อนไหว และตามใจเพื่อน คุณต้องหยุดตามใจเพื่อน โทรกลับเมื่อเขาขอ และเลิกเป็นที่ระบายของเขา ลองทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้เขารู้สึกว่าคุณเปลี่ยนไป เพื่อนคุณจะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติและพยายามซ่อมแซมมิตรภาพที่ดิ่งลงเหวนี้ แต่ถ้าเขาไม่รู้สึกล่ะ? ขั้นที่ 2 - บอกเขาอย่างสุภาพ อธิบายให้เขาเข้าใจว่าคุณเหนื่อยกับการให้โอกาสเขาและเขาต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง บอกเพื่อนอย่างสุภาพถึงความต้องการของคุณและมันถึงเวลาที่เขาต้องให้เกียรติคุณบ้าง เมื่อได้รับการบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมาจากคุณเพื่อนน่าจะทำการเปลี่ยนแปลงตามที่คุณขอ ถ้าเขายังคิดจะเป็นเพื่อนคุณ ขั้นที่ 3 - บอกศาลา คงได้เวลาบอกลามิตรภาพที่ไม่เท่าเทียมนี้สักที บอกสหายคนนี้ไปว่าคุณรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมกับการเป็นเพื่อนกับเขาและคุณอยากให้ห่างกันสักพัก เตรียมพร้อมที่จะไม่ได้รับการติดต่อกับเขา และถ้าเขาติดต่อกลับมานี่อาจจะเป็นการขอแก้ตัวใหม่กับคุณก็ได้ บ่อยครั้งที่การห่างกันทำให้เพื่อนสำนึกได้ในสิ่งที่เขากำลังจะเสียไป จำไว้ถ้าพวกคุณตัดขาดกันจริง ๆ คุณอาจได้รับปฏิกริยาจากเพื่อนร่วมก๊วนคนอื่น ๆ แตกต่างกันไป บางคนอาจรับไม่ได้กับวิธีที่คุณทำ แต่ถ้าเป็นคนที่เข้าใจคุณเขาจะยอมรับและเคารพการตัดสินใจของคุณอย่างแน่นอน จงประเมินความเป็นเพื่อนของคุณอย่างลึกซึ้ง เพราะคุณนะแหละต้องรับผลจากการตัดสินครั้งนี้ในเมื่อเขาเป็นเพื่อนของคุณ แต่บางครั้งการเดินจากเพื่อนคนนี้อาจเป็นเรื่องที่จำเป็นจริง ๆ ![]() August 22 Up date ชีวิตซะหน่อย...![]() ห่างหายจากการเขียนspaces มาซะนาน มั่วแต่ไปสนุกสนานกับ Hi5 เป็นส่วนใหญ่ (ตอนนี้กำลังเห่อ)
ชีวิตช่วงนี้ก็ยังคงสับสนวุ่นวายอยู่เรื่อยๆ
มีเรื่องให้ปวดหัว ปวดใจ ได้อยู่ตลอดเวลา
การเรียนก็วุ่นๆ งานเยอะแยะไปหมด (ฉันก็ทำไม่ทันทั้งปี)
ดีที่ได้เพื่อนๆ ช่วยชีวิตไว้ (โทรถามการบ้านกุ๊กไก่ ตลอดเลย)
ช่วงนี้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เป็นประจำ (สงสัยใกล้วัยทอง 555)
ฉันเลยใช้วิธีนอนหลับเลยเวลาเจอปัญหาอะไรหนักๆ (ปกติก็ไม่ค่อยได้นอนอยู่แล้ว)
จะพูดว่าฉันเป็นมนุษย์ที่ EQ ต่ำ ก็ว่าได้...
นี่ยังดีนะที่เวลาโมโหไม่เดินเข้าไปกระชากคอคนเหมือนเก่า
โตแล้ว...เป็นผู้ใหญ่แล้ว...
เลยต้องอดทน กับความชั่วช้าของมนุษย์ที่ทำอะไรไม่คิดถึงใจคนอื่น
ช่วงนี้พยายามกลับไปสวดมนต์อีกครั้ง (หลังจากห่างไปนาน)
เผื่อให้ใจมันสงบลงบ้าง (แต่ทำไม่ค่อยได้เลย)
กะว่าจะปรับตารางชีวิตตัวเองให้เข้าที่ เข้าทางมากกว่านี้
จะตั้งใจเรียน แล้วก็สะสางการบ้าน กับรายงานให้หมด
กลับไปเล่นฟิตเนสอย่างจริงจังอีกครั้ง (ท่องไว้...ถึงจะอ้วนก็สวยว่ะ)
ใช้ชีวิตให้คุ้มกับเวลามากที่สุด...เอาว่ะ... สู้อีกสักตั้งจะเป็นไรไป...ก็สู้มาได้ตั้งนานแล้วนี่หว่า
![]() July 28 ขอบคุณที่ซ้ำเติม แบบเดิมที่เคยเจ็บสุดท้ายมันก็วนมาที่เดิม...
ฉันก็เป็นแบบเดิม...เจ็บแบบเดิม...
และคงต้องอยู่คนเดียวเหมือนเดิม...
คงไม่มีใครที่จะทนผู้หญิงโรคจิตแบบฉันได้
เอาแต่ใจ ไร้เหตุผล เจ้าปัญหา และอีกสาระพัด
ฉันโดนคำพูดแบบนี้ทิ่มแทงเหมือนเดิม...
คงไม่มีใครต้องการคนแบบฉันจริงๆ...
คนที่ต้องทำตัวเข้มแข็งไม่ให้ใครๆ รู้ว่าจริงๆ แล้วอ่อนแอแค่ไหน
คนที่ต้องเป็นผู้หญิงที่เหมือนไม่เคยแคร์อะไร แต่ในใจอ่อนไหวที่หนึ่ง
คนที่เหมือนร้องไห้ไม่เป็น แต่จะมีใครรู้ว่าฉันนอนร้องไห้ทุกคืน
จะมีใครรู้บ้างว่าคนอย่างฉันเสียใจ น้อยใจ และต้องการแค่ความรัก
ความเข้าใจ อยากให้มีใครมาดูแล มาใส่ใจฉันบ้าง..
ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดี แต่สุดท้ายมันก็วนมาเหมือนเดิม
เหมือนหนังมัวนเก่ามันวนกลับมาฉายใหม่...
แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปคือความเสียใจของฉัน
ความเสียใจที่ไม่เคยมีใครเห็น ความเสียใจที่ไร้ความหมาย
และความเสียใจที่ไร้ค่า มีเพียงฉันที่ต้องอยู่กับมันไปคนเดียว
และคงต้องอยู่กับมันไปตลอดกาล ไม่มีทางจากกันได้เลย...
|
|
|