![]() |
|
Spaces home @" "@...yuiko...("o")PhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
|
@" "@...yuiko...("o")"ทะเลคือชีวิตจิตใจของฉัน(แต่ทำไมไม่เป็นสีชมพูน๊า)"
May 30 บ้านไม้ริมคลองบางกอกน้อยบ้านไม้ริมคลองบางกอกน้อย ที่ฉันเอยถึงนี้ไม่ใช่ที่ไหนหรอก
ที่นี่คือ "บ้านคุณยาย" ของฉันเอง
ที่จริงฉันคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดี เพราะฉันอยู่ที่นี่เป็นบ้านหลังที่สองตอนเด็กๆ
ทุกๆปิดเทอมฉันจะต้องมาอยู่ที่นี่ กับคุณยายเสมอ
จำได้ว่าเราอยู่กัน2คนยายหลานในตอนกลางวัน เพราะป้าไปทำงาน
และทุกๆวันฉันก็จะได้กินข้าวคลุกฝีมือคุณยายทุกเย็น พร้อมกับนั่งดูหนังจีนกำลังภายในไปด้วย
กับข้าวที่คุณยายทำจะถูกคลุกรวมกันกับข้าวสวย เยาะน้ำปลาให้ฉันกิน
ปลาทูบ้าง แกงจืดบ้าง หมูทอดบ้าง แล้วแต่ว่าวันนั้นคุณยายจะทำอะไร
พอตกค่ำเรา2คน ยายหลานก็จะกางมุงนอนกันกลางบ้าน
เวลาคุณยายอาบน้ำให้ฉันทีไร ก็จะเอาขมิ้นที่เป็นผงๆทาให้ฉันเสมอ ฉันจะตัวเหลืองๆเป็นประจำ
แล้วเมื่อไม่นานมานี้ฉันก็ไปอยู่บ้านคุณยายมาอีก การไปคราวนี้ฉันตั้งใจที่จะไปอยู่
เพื่อหาความสงบให้กับชีวิต บ้านริมน้ำที่ไม่สามารถเดินทางได้ง่ายๆ นอกจากทางเรือ
อากาศเย็นๆกับพื้นน้ำที่พลิ้วไหวเวลามีคลื่นจากเรือที่แล่นผ่าน
ฉันไปคราวนี้หมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งมองน้ำ มองฟ้า หาความสงบเงียบ
แม้มันจะไม่เหมือนตอนเด็กๆแต่ความรู้สึกที่ได้กลับมาก็ทำให้จิตใจดีขึ้น
ฉันคงอยู่กับความวุ่นวายในเมืองหลวงมากเกินไป พอได้เจอกับความสงบบ้าง ใจเลยดีขึ้น
ไปคราวนี้เอากล้องติดไปถ่ายรูปด้วย ไม่ได้เจาะจงว่าจะถ่ายอะไร
อยากถ่ายตอนไหนก็ถ่าย อยากถ่ายอะไรก็ถ่าย
ถึงจะออกมาไม่สวยแต่ฉันก็พอใจ ถ่ายไปเรื่อยๆ ฟิล์มหมดก็ใช้มือถือถ่าย
คราวหน้าถ้าไปก็กะไว้ว่าจะถ่ายอีก ถ่ายไปจนกว่าจะเบื่อกันไปข้างหนึ่ง
ถ่ายจากมุมที่หน้าบ้านก่อนพายุฝนมา เรือธนาคารออมสินลำเดียวในประเทศ(ให้บริการมาตั้งแต่ฉันยังเด็ก)
เรือขนทราย ป้าดำกับซูชิ ขนมไทยแสนอร่อย ตุ๊กตาเด็กหลับในบ้าน May 10 ลาก่อนน้องชีโร่"ชีโร่" หมาพันธุ์ทางสีขาวนวล แสนรู้ของบ้านฉัน
ครอบครัวของเราได้เจอกับ"ชีโร่"ครั้งแรกเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว
ตอนนั้น"ชีโร่"ยังเป็นแค่ลูกหมาตัวเล็กๆ ที่เพื่อนข้างบ้านของน้องชายฉันเอามาจากแถวโรงเรียน
เพื่อนของน้องชายฉันคนนั้นตั้งใจจะเอา"ชีโร่"มาเลี้ยงที่บ้าน แต่แล้วแม่เลี้ยงของเค้าก็ไม่ให้เลี้ยง
ด้วยความที่"ชีโร่"เป็นลูกหมาที่หน้าตาน่ารัก ขี้อ้อน น้องชายฉันจึงอาสาเลี้ยง"ชีโร่"เอาไว้เอง
เพราะที่บ้านของฉันก็เลี้ยงหมาอยู่แล้ว และแต่ละตัวที่เลี้ยงมาก็เป็นหมาพันธุ์ทาง ที่เข้ามาอยู่เองทั้งนั้น
"ชีโร่"มาอยู่กับเราแรกๆ ก็โดนหมาตัวใหญ่ที่อยู่มาก่อนข่มเอา แต่"ชีโร่"ก็ฉลาดใช้วิธีการอ้อน
เข้าไปเล่นกับเจ้าตัวใหญ่เหล่านั้น จนในที่สุดก็สามารถอยู่ร่วมกับตัวอื่นๆได้อย่างดี
ตอนนั้นฉันยังเรียนอยู่ในชั้นม.ปลาย เพื่อนๆมาทำกิจกรรมที่บ้านก็จะรัก"ชีโร่"กันทุกคน
"ชีโร่"ชอบคาบไม้มาให้เราขว้างออกไป แล้วก็จะรีบวิ่งไปคาบกลับมา เล่นแบบนี้วันละหลายๆรอบ
พอ"ชีโร่"เริ่มเป็นหนุ่ม ก็เป็นหมาที่ฉันกับน้องชายชอบเรียกว่า"หมานักรบ"
เพราะ"ชีโร่"ชอบออกไปกัดกับหมาหนุ่มๆตัวอื่นๆอยู่เรื่อย พอเป็นแผลเจ็บเข้าก็กลับบ้าน พอหายเจ็บก็เอาใหม่
เป็นอย่างนี้จนเป็นเรื่องปกติของ"ชีโร่" แผลที่หนักที่สุดคงเป็นที่หู เพราะโดนกัดจนแหว่งไปข้างหนึ่ง
และเมื่อปีที่แล้ว"ชีโร่"ก็เริ่มอ่อนแอลงมากๆ เป็นทั้งโรคไต แถมต้องตัดอัณฑะเป็นแผลเกือบเน่า เพราะโดนกัดมา ถึงอย่างนั้น"ชีโร่"ก็ยังซ่าเหมือนเดิม บ้านช่องไม่ค่อยอยู่นอกจากเวลาเจ็บตัวกลับมา แต่ก็ดูรู้ว่าแก่ลงมากๆ จนมาไม่นานนี้"ชีโร่"ก็ไม่สบายอีก อาจด้วยความชรา และอายุขัยของหมาก็ประมาณ 10 กว่าปี 3-4วันที่ผ่านมานี้"ชีโร่"ไม่กินอะไรแล้ว เอาแต่นอนอย่างเดียว ไม่ออกไปไหน เมื่อเช้าก่อนออกจากบ้านฉันยังเห็น"ชีโร่"นอนอยู่เลย แต่พอตอนเย็นกลับมาก็ไม่เจอ"ชีโร่"แล้ว พ่อบอกว่า"ชีโร่"จากไปแล้วอย่างสงบ หลับนิ่ง ตัวแข็งไปเฉยๆ ใจหนึ่งก็รู้ใจหายที่"ชีโร่"จากไป แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกว่าดีแล้ว ถึงเวลาของ"ชีโร่"แล้ว จะได้ไม่ต้องทรมานอีก "ไปเถอะนะชีโร่ หลับให้สบาย ขอบใจมากที่อยู่เป็นเพื่อนกันมาตั้ง 10 กว่าปี" April 24 การรวมตัวของเพื่อนเก่า...เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 19 เมษา ที่ผ่านมา ฉันไปเจอกับเพื่อนเก่า...
เพื่อนกลุ่มนี้เป็นเพื่อนตั้งแต่เรียนป.ตรี ที่เกริก
ที่จริงตอนเรียนเราอยู่กันคนละกลุ่มมาก่อน แต่ตอนหลังเราก็รวมตัวกัน
จำไม่ได้เหมือนกันนะว่าพวกเรามารวมเป็นกลุ่มเดียวกันได้ยังไง
รู้แต่ว่าเพื่อนกลุ่มนี้อยู่ด้วยทีไรมีแต่เสียงหัวเราะ ทำฉันปวดแก้มทุกที
ถึงคราวนี้เราจะเหลือกันแค่5คน แต่เราก็ยังหัวเราะกันเหมือนเดิม
ถึงแม้เสียงหัวเราะมันอาจจะไม่ดังเหมือนเก่า
แต่เรื่องราวที่เราคุยกันก็ทำให้เรานึกถึงวันเวลาที่ผ่านมา
วันที่เรานั่งเรียนด้วยกัน ทำกิจกรรมร่วมกันในมหา'ลัย
ขอบคุณนะ ปู ติ่ง เป็ป เอ้ ที่ทำให้ยุ้ยมีความสุขอีกครั้งกับเรื่องเก่าๆ
อยากบอกพวกนายว่า "เพื่อนกูรักมึงว่ะ" และจะรักตลอดไปด้วย
(ต้า กิ่งอ้อ บอย ต้น เอก ตี๋ ฉันก็รักพวกแกนะ) April 14 ปิดเทอมแล้วค่ะคุณณณณณณภาระกิจการเรียนปริญญาโทของอีฉันเสร็จสิ้นไป 1 ปีแล้วค่ะคุณผู้ชม
แต่ยังมีรายงานเล่มใหญ่เหลืออีกเล่มหนึ่ง (รายงานกฎหมาย)
อันนี้ล่ะ อีฉันยังปวดกะโหลกอยู่แทบบ้า เหนื่อยมากค่ะคุณ
อีฉันตั้งอก ตั้งใจเอาไว้ว่าระหว่างที่ปิดเทอมเนี้ย
อีฉันจะออกล่าข้อมูลสำหรับการทำวิทยานิพนธ์ ตุ้นเอาไว้ให้ได้มากๆ
เพราะตอนนี้เวลาว่างเยอะมากมาย (แต่เงินไม่มีจะแ_ก)
เฮ้ยชีวิต จะขึ้นจะลงอีกนานแค่ไหนหว่า เมื่อไรจะนิ่งซะที
พอมีเวลาก็ไม่มีเงิน พอมีเงินก็ไม่มีเวลา
อยากไปทะเล อยากไปนั่งรับลมเย็นๆ เห็นทะเลสวยๆ (แถมกลิ่นเค็มๆ)
ใครว่างๆ ช่วยสงเคราะห์พาอีฉันไปเที่ยวทะเลบ้างนะคะคุณณณณณณ February 26 กลับมาสะพายกล้อง ออกตระลอนอีกครั้ง...วันอาทิตย์ที่ผ่านมา(24-02-2008) ฉันมีโอกาสได้สะพายกล้อง ออกตระลอนถ่ายรูปอีกครั้งหนึ่ง
จุดหมายหลักคราวนี้อยู่ที่ "เมืองโบราณ" สมุทรปราการ
ทริปครั้งนี้ของฉันมีผู้ติดตามไปด้วยอีก 3 คน คือ พี่ตั้ม แม่ และเจ้าแชมป์ เราออกเดินทางกันตั้งแต่ 9 โมงเช้า
ที่จริงสถานที่ๆ จะไปมันก็ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ น่าจะใช้เวลาแค่ 30 นาทีก็ถึงแล้ว
ระหว่างขับรถไปเราก็เติมพลังด้วยข้าวเหนียว+หมูทอด+ไก่ทอด+กาแฟเย็นกันไป (เจ้าแชมป์เป็นคนขับเลยกินได้น้อยเลย)
วันอาทิตย์เช้าๆ รถไม่ค่อยติด และเส้นทางที่ฉันไปก็วิ่งออกนอกเมืองด้วย ไปถึงยังไม่ 10 โมงเลย
"เมืองโบราณ" (Ancient City) ตั้งอยู่บนถนนสุขุทวิท(สายเก่า) ประมาณกิโลเมตรที่ 33 มีพื่นที่ประมาณ 800 ไร่
รูปร่างคล้ายแผนที่ประเทศไทย เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2506 จำนวนโบราณสถานที่อยู่ภายใน 116 แห่ง(และสร้างเพิ่มเรื่อยๆ)
ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ คนละ 100 บาท นำรถเข้าไปคันละ 100 บาท มีจักรยานกับรถกอลฟ์ให้เช่า
พอไปถึงจ่ายค่าบัตรผ่านประตูพวกเราก็มุ่งหน้าเข้าไปเลย สถานที่แรกที่แวะ คือ "ตลาดบก" เป็นตึกแบบโบราณ
มีร้านขายของต่างๆ ข้างในเราก็สามารถซื้อของในนั้นได้ด้วย แล้วเราก็ไล่ตามแผนที่ไปเรื่อยๆ สิ่งไหนน่าสนใจก็แวะลงไปถ่ายรูป
แต่น่าเสียดายที่วันนั้นถึงแดดจะดี แต่ฟ้าก็ปิดไปหน่อย เฆมเยอะ ท้องฟ้าเลยไม่เป็นสีฟ้าเลย (แต่ก็ทำให้ฉันตัวดำได้อ่ะ)
ตระลอนถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เกือบบ่าย 2 เลยหยุดแวะพักเติมพลังอีกรอบด้วยส้มตำทอด ไก่ย่าง คอหมูย่าง ตบท้ายด้วยหวานเย็น
ในร้านค้าที่ขายอยู่ในนั้น แล้วก็ถ่ายรูปกันอีกจนถึง 4 โมงเย็น เราก็กลับออกมา แล้วขับรถต่อไปอีกหน่อยเดียวก็ถึง "บางปู"
"สถานตากอากาศบางปู" เป็นสถานที่พักผ่อนริมป่าชายเลนที่มีชื่อเสียงแห่งแรกๆ ของประเทศไทย
แม่เล่าว่าเมื่อก่อนเป็นสถานที่ใช้ในการจัดเต้นลีลาศ เป็นเขตของทหาร
สัญลักษณ์ของที่นี้ก็คือ สะพานที่ทอดยาวออกไป และฝูงนกนางนวลนับหมื่นที่บินรออาหารอยู่แถวนั้น
เราใช้เวลาอยู่ที่บางปูนี้ไม่นาน เพราะวันนั้นคนเยอะมาก รถจอดกันแทบไม่ได้
แต่เป็นที่น่าเสียดายเพราะบางปูเดี๋ยวนี้ไม่สวยเหมือนเมื่อก่อน ฉันจำได้ตอนเด็กๆ พ่อแม่ชอบพาไปกินข้าวที่นี้
จำได้ว่าสงบ สวย เป็นส่วนตัวมากๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีภาพแบบนั้นอีกแล้ว มีแต่ความวุ่นวาย ขยะก็เยอะแยะไปหมด น่าเสียดายมาก
เราจบทริปนี้ด้วยความผิดหวังเล็กน้อยกับบางปู เลยกลับไปหาข้าวกินที่ซีคอนกันดีกว่า
******ทริปหน้าอยากไปหัวหินจัง******
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|